ผู้นำรัสเซียเตือนภัยคุกคามสงครามนิวเคลียร์

ผู้นำรัสเซียออกปากเตือนถึงภัยคุกคามด้านสงครามนิวเคลียร์ที่เพิ่มมากขึ้นว่า อาจนำไปสู่ความหายนะของอารยธรรมและทั้งหมดซึ่งอาจหมายถึงโลกของเราก็ได้ โดยตำหนิไปที่ฝ่ายสหรัฐ

สำนักข่าวเอพีรายงานจากกรุงมอสโกประเทศรัสเซียเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซียแถลงข่าวประจำปีที่กรุงมอสโกโดยกล่าวเสียดสีคำกล่างอ้างของชาติตะวันตกว่า รัสเซียต้องการครองโลกนั้น แท้จริงแล้วชาติตะวันตกต่างหากที่ต่อต้านรัสเซียเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและเสี่ยงอันตรายเอง ผู้นำรัสเซียยังได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ารัสเซียแทรกแซงกิจการของต่างชาติ เช่น การใช้แก๊สพิษเพื่อสังหารสายลับสองหน้าในประเทศอังกฤษและข้อกล่าวหาว่าเข้าไปแทรกแซงในสมาคมอาวุธปืนไรเฟิ้ลของสหรัฐ
ในทางกลับกันประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่าเขาต้องการที่จะ
แสดงภาพลักษณ์ของผู้พิทักษ์โลกมากกว่า โดยกตัวอย่างกรณีสหรัฐแสดงเจตนาที่จะถอนตัวออกจากสนธิสัญญากองกำลังนิวเคลียร์พิสัยกลาง(ไอเอ็นเอฟ)ซึ่งลงนามไปตั้งแต่ปี 2530 โดยผู้นำรัสเซียเตือนว่าหากสหรัฐนำขีปนาวุธพิสัยปานกลางไปติดตั้งไว้ในยุโรป รัสเซียก็จะต้องทำแบบเดียวกัน

ส่วนกรณีที่นักวิเคราะห์ชาติตะวันตกพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์นั้น ประธานธิบดีรัสเซียบอกว่าเป็นแนวโน้มที่จะนำไปสู่จุดเริ่มต้น ซึ่งก็อาจนำไปสู่หายนะของนิวเคลียร์ล้างโลกได้ ผู้นำรัสเซียยังย้ำถึงกรณีที่สหรัฐกำลังพิจารณาที่จะใช้ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ว่า การยิงขีปนาวุธดังกล่าวอาจนำไปในทางที่ผิดถึงขั้นเปิดปุ่มยิงนิวเคลียร์และเป็นหายนะของโลก สหรัฐยังแสดงความสนใจแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นในอันที่จะขยายสนธิสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์ฉบับใหม่ ซึ่งกำลังจะหมดอายุในปี 2564

ประธานาธิบดีปูตินกล่าวอีกว่า สหรัฐต่างหาก ไม่ใช่รัสเซียที่ต้องการจะครองโลก โดยยกเหตุผลของงบประมาณด้านกลาโหมประจำปีของสหรัฐ เกินกว่า 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ของรัสเซียนั้นอยู่ที่ 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผู้นำรัสเซียเห็นด้วยกับการที่สหรัฐถอนกำลังทหารออกจากซีเรีย ถือเป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้ว เพราะรัสเซียยืนกรานมาตั้งนานแล้วว่า การที่มีกำลังทหารของสหรัฐเข้าไปอยู่ในซีเรียนั้นไม่ถูกต้อง เพราะไม่สามารถอ้างว่าเป็นมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติหรือได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลซีเรียของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ซึ่งเมื่อสหรัฐถอนตัวออกไป ก็จะยิ่งเสริมบทบาทของรัสเซียว่าด้วยอนาคตของซีเรีย